เอาของเก่ามาอัพ เพราะอยากเล่น June Write แต่ชีวิตช่วงนี้อับเฉาได้อีก จะสอบวันพุธแล้ว แต่ยังอ่านไม่จบสักวิชา (แต่มาอัพบล็อค =__=")
เป็นทริปที่ไปมาเมื่อปิดเทอมคริสต์มาสเมื่อปี 2007 กับเพื่อนคนไทยที่อังกฤษ ไปเพราะว่าเพื่อนสนิทที่อยู่เมืองเดียวกันกลับไทย แต่เราไม่กลับ เพราะงก 555+ เลยคิดว่าถ้าไม่ไปเที่ยวไหนเลย คงเฉาตายแน่นอน ประกอบกับเพื่อนที่มาชวนยืนยันว่าไม่แพงแถมยังจะช่วยไปยื่นวีซ่าให้ด้วย (เพราะเค้าไปกันสะดวกกว่า เรามันบ้านนอก) อืมมม งั้นไปก็ไป
เป็นทริปอีกทริปนึงที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ยกเว้นจ่ายเงินกับกรอกแบบฟอร์มวีซ่า ก่อนไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรให้เที่ยวบ้าง คิดแล้วก็ทุเรศตัวเองเหมือนกันแฮะ แล้วก็จินตนาการไว้ว่า โอ้ เมืองมันต้องออกแนวท้องทุ่งชนบทแน่ๆเลย (ตัดสินจากภาพบนโปสต์การ์ดกับรูปที่เคยเห็น) ปรากฎว่าจากสนามบินไปที่พัก... ทุ่งอยู่ไหน???
พอมาคิดๆดู... มันก็แน่อยู่แล้วรึเปล่าที่จะเป็นเมือง ก็มันเป็นเมืองหลวงของ Ireland นี่นา จะให้เมืองหลวงเค้าเป็นทุ่งเรอะ??? อืมมม แอบขำกับจินตนาการของตัวเอง
แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเอาไว้... อยากบอกว่า Dublin เป็นเมืองที่เราประทับใจที่สุดเท่าที่เคยไปเที่ยว มากกว่า Zurich, Geneva, Salzburg หรือแม้แต่ Vienna เองก็ตาม และเป็นประเทศที่คิดว่าอยากไปขับรถเที่ยวมากๆ
น่าแปลกที่ Ireland เหมือนจะเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องไปเที่ยว เราเลยมาขอโปรโมทสักนิดนะคะ
ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆแค่ 4 วันเท่านั้น แล้วก็อยู่แต่ใน Dublin ค่ะ backpack กันผู้หญิง 4 คน นอน hostel
ถ้าใครไปแบบไม่มีทัวร์อย่างเรา ขอแนะนำว่าให้ซื้อ Dublinpass ค่ะ ที่สนามบินก็มี มันจะใช้เข้าฟรีที่เที่ยวได้หลายที่มาก ทั้ง castle ทั้ง museums ด้วย แล้วมันก็จะแถมหนังสือที่บอกว่าที่เที่ยวมีอะไรบ้าง อยู่ตรงไหนด้วยเหมือนกัน แล้วก็จะทำให้ได้ขึ้นรถบัสเข้าเมืองได้ฟรีเที่ยวนึงด้วยค่ะ
ว่าแล้วก็พาไปดูรูปดีกว่า
นี่เป็นถนนใกล้ๆย่านที่พักค่ะ... จะเป็นว่ามันไม่ได้บ้านนอกเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นถนนสายเดียวกับ Dublin Castle ด้วยล่ะ
ย่านที่เราพักเรียกว่า Temple Bar ค่ะ จะแบบว่ามี pub เต็มไปหมด แต่เป็นแบบ Irish pub นะ ไม่ใช่แบบแถวทองหล่อหรืออะไร ซึ่งก็ไม่ได้อันตรายค่ะ เำพราะว่ามันเป็นย่านนักท่องเที่ยวเหมือนกัน นอกจาก pub รองมาก็เป็นร้านขายของที่ระลึกนี่แหละ
หน้าตา pub แถวนั้น ชื่อ Temple Bar เหมือนชื่อย่านซะด้วย ภาพมัวต้องขอโทษด้วยนะคะ
ที่เที่ยวที่เราไป... เอาอันที่เด่นๆอย่างเดียวละกันนะ มีไป museum โน่นนี่อีกหลายอันเหมือนกัน แต่เอาอันใหญ่ๆ ก่อนละกันน้า
ทางเข้าคะ จากถนนใหญ่ก็เห็นแบบนี้เลย... ตอนเห็นตอนแรกนี่แบบว่า... อ่า... ทางเข้า Castle เหรอเนี่ย??? College เรายังอลังกว่าไหม???
ยิ่งเห็น Castle ยิ่งแอบคิด แบบว่า College ใน Oxford (ตอนนั้นยังเรียน A-Level อยู่ Oxford) ยังสวยกว่าเลยอ่ะ... จะดีเหรอเนี่ย???
ข้างในค่ะ
ถ้าจะว่าตามจริง... นี่ไม่ใช่ Castle ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ว่าเป็น Castle ที่ความรู้สึกตอนเข้าไปกับตอนออกมาต่างกันมากๆค่ะ เพราะว่าไกด์ของ Castle เนี่ย อธิบายได้ดีมากๆ ไม่ใช้ audio guide เหมือนในอังกฤษ (อันนี้ฟังแล้วอยากจะหลับทุกที ไม่ชอบมากๆๆๆๆๆ) คือทำให้มองเห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของ Castle นี้ ไม่ใช่แค่ทางสถาปัตยกรรมแบบที่บางทีเราชอบเผลอทำค่ะ
นี่เป็นส่วนน่าสนใจอีกอย่างนึงค่ะ คือตัว castle ที่เห็นในรูปเนี่น สร้างใหม่ขึ้นมาเมื่อโดนไฟไหม้ตอนศตวรรณที่ 17 แล้วตอนไฟไหม้ก็เนี่ย ทำให้ castle บางส่วนพัง แล้วก็เลยได้เห็นว่าตัว castle เนี่น จริงๆ แล้วสร้างทับ castle สมัย viking ค่ะ ทัวร์ castle ก็จะมีพาไปให้ดูตรงส่วนที่เป็นของ Viking ซึ่งอยู่ใต้ดิน แบบในรูปข้างบนเลย ซึ่งก็จะมีแม่น้ำ Dubh Linn ที่มาของชื่อเมือง Dublin นี่แหละค่ะ แปลว่า Black pool น้ำในรูปคือแม่น้ำสายนี้เลย รูปเบลออีกแล้ว เราช่างไร้ฝีมือในการถ่ายรูป
อาจจะมีคนสงสัยว่ารูปนี้มีอะไร... มันเป็นรูปโบสถ์ที่อยู่ในส่วนของ Castle เหมือนกันค่ะ แต่ว่าที่เราสนใจไม่ใช่โบสถ์ แต่เป็นหอคอยข้างหลังนั่นต่างหาก... หอคอยนี้เป็นจุดที่ไม่ได้สร้างใหม่ตอนไฟไหม้ค่ะ เพราะว่าไม่โดนไฟไหม้เลย แต่เดิมเป็นคุกค่ะ แต่หลังไฟไหม้เปลี่ยนมาเป็น archive ส่วนตัวคิดว่า... เพราะมันอาจจะมีโครงสร้างที่ทำให้ปลอดภัยกว่าจุดอื่น เลยใช้เก็บเอกสารสำคัญๆดีกว่า อะไรแบบนี้... แต่ว่า... ที่อยากให้ดูไม่ใช่เรื่องนี้... แต่เพราะว่าหอคอยนี้แหละค่ะ ที่ Bram Stoker เขียนเรื่อง Dracula
ไม่ใช่ปราสาทแถบ Transylvania แต่เป็น archive ใน Dublin ตอนที่เค้าทำงานที่นี่ค่ะ อย่าสงสัยว่าเหตุใดคุณ Bram ถึงมาอยู่ที่นี่... เค้าเป็นคนไอริชค่ะ!!! ตื่นเต้นมากตอนที่รู้ เหมือนพรหมลิขิตดลบันดาลให้ได้มาที่นี่เลย เพราะก่อนที่เพื่อนชวน ก็ไม่ได้คิดอยากมาเลยค่ะ ตอนมาก็ไม่ได้สนใจว่ามีอะไรบ้าง แต่พอมาถึง... กรี๊ดดดดดดด เหมือนเจอเนื้อคู่ (จะเว่อร์ไปไหมเนี่ย???)
พอรู้ว่าเค้าเขียนที่นี่... เลยแอบสงสัย... คือหอคอยมันข้างในเราไม่รู้ แต่ข้างนอกมันธรรมดาอ่ะ เลยพูดลอยๆกับเพื่อนไปว่า "อยากรู้ว่าข้างใน บรรยากาศเป็นยังไง ถึงจินตนาการออกมาได้อย่างนี้"
เื่พื่อนเราตอบว่า "เค้าคงหิวมั้งแก"
เอ่อ.... หิวจัดจนอยากกัดคอใครเลยเหรอ????? กร๊าาาาาาาาาากกกกกกกกกก
ได้ที่จริงๆ
ต่อกันด้วยสถานที่หน้าไปอย่างที่สอง... เป็นที่ๆ เราชอบที่สุดในทริปแล้วค่ะ คือ Kilmainham Gaol นั่นเอง
ที่นี่เคยเป็นคุกมาก่อนค่ะ หลายคนคงคิดว่าไปเมืองนอก ไปเที่ยวคุกทำไม... อยากบอกว่าคุกนี้เค้าใช้กับนักโทษการเมืองด้วยค่ะ พวกแบ่งแยกดินแดน... อย่าลืมว่าก่อนหน้าจะเป็นประเทศ Ireland ได้ เค้าเป็นส่วยหนึ่งของสหราชอาณาจักรนะคะ เราว่าที่นี่... อย่างน้อยๆ ก็ืถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ค่ะ รูปข้างบนนี้เป็นทางเข้า แล้วก็ระเบียนด้านซ้ายมือสุด เหนือประตูนั่น ใช้เป็นที่แขวนคอนักโทษค่ะ (เริ่มก็โหดละสินะ)
คุกที่นี่จะมีสองโซนค่ะ โซนเก่าๆ ก็จะไม่มีอะไรมาก... เป็นห้องเล็กๆ เก่าๆ ไกด์ก็จะเล่าให้ฟังว่ามีใครบ้าง ตามรอยประวัติศาสตร์ คนทำคัญของ Ireland หลายคนก็เคยโดนขังทีนี่ค่ะ... แต่ว่าโซนที่น่าสนใจมากคือโซนที่สองค่ะ
พอมาเปิดรูปดู... เหมือนรูปนี้จะชัดสุดละ... โซนนี้เป็น Victorian Prison ค่ะ สร้างโดยได้แรงบันดาลใจจาก panopticon ค่ะ ซึ่งเป็นคุกที่ Jeremy Bentham นักปรัชญาออกแบบไว้ คือจะให้โปร่ง โล่ง เป็นทรงกลมๆค่ะ (อันนี้ออกรีนิดนึง) โดยมี concept ที่ว่าลมเนี่ยจะช่วยพัดพวกสิ่งสกปรกออกไป ทำให้การระบายอากาศดีขึ้น (แต่อย่าลืมว่าที่นี่คือ Ireland นะคะ ไม่ใช่ไทย... หน้าหนาวคงมีคนได้แข็งตายเหมือนกันสินะ) แล้วก็ทรงกลมแบบนี้เนี่ย ทำให้พัศดี (เรียกถูกไหม? คนคุมคุกน่ะ) มองเห็นนักโทษได้ทั่วถึงค่ะ ซึ่ง Jeremy Bentham เค้าต้องการให้นักโทษรู้ว่าพัศดีสามารถมองเห็นได้ทั่วถึง ตัวนักโทษเอง ก็เห็นคนอื่นเหมือนกัน แต่ตัวนักโทษเอง... อาจมองไม่เห็นพัศดีค่ะ ซึ่งความรู้สึกที่คิดว่าโดนจับตามองอยู่นี่เอง ที่จะทำให้นักโทษมีพฤติกรรมที่ดีด้วยค่ะ
วันก่อนไปเรียน Social Anthropology อาจารย์บังเอิญพูดถึงเรื่องคุกแบบนี้ขึ้นมาเหมือนกันค่ะ ว่าจริงๆ concept ของกล้องวงจรปิดก็คงเหมือนคุกแบบนี้ เราไม่รู้ว่ามันเปิดอยู่ไหม ใช้งานได้ไหม แต่เพราะคิดว่ามีกล้อง เราเลยไม่ทำอะไรผิดกฎหมายค่ะ
นี่เป็นรูปห้องขังค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกห้องนะคะที่มีรูปวาดแบบนี้ รูปนี้วาดโดย Grace Gifford Plunkett ตอนช่วงสงครามกลางเมืองค่ะ
จุดเด่นของห้องขังแนวนี้คือหน้าต่างด้านบนค่ะ... แสงจะส่องลงมาข้างล่าง ทำให้เหมือนแสงจากสวรรค์เบื้องบน ซึ่งตามความเชื่อของยุค Victorian นั้น เชื่อว่าจะช่วยไล่ความชั่วออกไปค่ะ
อันนี้เป็นทางเดินในสวนด้านหลังของ Irish Museum of Modern Art ค่ะ อยู่ใกล้ๆ กับ Kilmainham Gaol เลย เดินข้ามถนนนิดเดียว ป้ายประหลาดดี... เป็นรูปจิ้งจอก... อยากเห็นมากค่ะ... แต่ว่ามองหายังไงก็ไม่เจอ... ป้ายหลอกกันนี่นา
จริงๆ มีอีกหลายป้าย มีเม่น กระรอกกับแมวป่าด้วยค่ะ... แต่อย่างว่า... ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากพวกเราเองสี่คน... อะไรกัน เสียใจจริงๆ
ส่วนตัว museum ไม่ได้ถ่ายอะไรมามากค่ะ คือโดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบ Modern Art เท่าไหร่... แต่ถ้าใครที่ชอบ ก็ลองแวะไปนะคะ ถ้าไปแถวนั้น
ที่ต่อไป... เป็นที่ๆ ทำให้ได้เห็นทุ่งกว้างเขียวๆสมใจ Malahide Castle
ค่ะ... เป็น Castle เล็กๆ ออกนอกเมืองไปสักหน่อย แต่ไปไม่ยาก
นั่งรถเมล์ไปได้ค่ะ ประมาณ 30 นาที
ไปถึงแต่เช้าเลยค่ะ... ลงรถเมล์ตรงริมสะพาน... เค้าก็บอกให้เดินตัด park ไป... อยากบอกว่า... มันไม่ใ่ช่ park แล้ว มันจะเป็น small wood มากกว่ามั้ง ไปกันผู้หญิงสี่คนอีก 555+
แต่เอาจริงๆ เดินๆ เข้าไปไม่นานก็เจอคนประปรายค่ะ มีคนมาวิ่ง มาเดินเล่นอยู่บ้าง
เหมือนป่ามากกว่าไหม??? ถ้าเดินคนเดียวนี่... คงรู้สึกเหมือนเป็นหนูน้อยหมวกแดงค่ะ เดินประมาณ 15 นาทีได้ ก็จะเริ่มเห็นทุ่งมากขึ้น
ในที่สุดก็เห็นตัว Castle จริงๆ ไม่ใหญ่มากค่ะ ออกแนวน่ารักๆ เจ้าของคนก่อนหน้า อายุประมาณ 80-90 ยังโตที่นี่อยู่เลยค่ะ ได้เป็นมรดกจากพี่ชาย แต่ว่าดูแลไม่ไหว เลยขายต่อให้รัฐบาล
ข้างในสวยมากค่ะ มีบางส่วนเหมือนยุคกลางเลย แต่ว่าเค้าห้ามถ่ายรูป เลยมีแต่ข้างนอกให้ดู จริงๆ ที่นี่เป็น audio guide แบบมีคนยืนเฝ้าให้ทุกห้อง แต่ว่า audio guide ที่นี่... เค้าไม่ได้ให้ฟังคนเดียว เป็นแบบเปิดลำโพงฟังกันทั้งห้องค่ะ แล้วก็ไม่ได้ยาวหรือเสียงยานๆ ฟังแล้วหลับเหมือนปกติ เราเลยชอบ ไม่งั้นคงเป็นลม
นี่เป็นตอนเดินออกค่ะ ออกอีกทาง ชอบรูปนี้มากๆ เสียดายแอบอยากถ่ายเป็น panorama ยาวๆ คงสวนกว่านี้อีก
ต่อไปเป็นที่สุดท้ายแล้วค่ะ คือ Guinness Storehouse ค่ะ
ถามว่า Guinness คืออะไร... มันคือเบียร์ดำที่ใครหลายๆ คนเรียกกัน เราชอบมากๆๆๆๆ แต่ว่าต้องเย็นๆ เท่านั้น ถ้าไม่เย็นมันจะขมมาก Guinness เป็นของ Ireland ค่ะ แต่เหมือนกำไรจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ล่ะ
ที่ Guinness Storehouse เค้าทำเป็นแนว exhibition ค่ะ ก็แต่ละชั้น ก็จะมีอะไีรต่างไป แนะนำตั้งแต่ส่วนผสม การผลิต โฆษณา ในนั้นมีร้านอาหารด้วยค่ะ เค้าใช้ Guinness เป็นส่วนผสมด้วย อร่อยมาก ราคาก็ไม่แพงเลย พอๆ กับร้านทั่วไป ถูกกว่าร้านดีๆ แถว Temple Bar นิดหน่อยด้วยซ้ำ
เวลาเดินดู ก็ดูไปทีละชั้นค่ะ จนถึงชั้นบนสุด เค้าก็จะให้ Guinness
ฟรีคนละแก้ว (ก่อนหน้านั้น บางชั้นก็มีให้ชิมนะ) แล้วก็เป็นที่นั่งชมวิว
สวยมากค่ะ ข้างบนจะเป็นกระจกเกือบ 360 องศา เห็นรอบดับลินเลย
เสียดายว่ากล้องเราห่วย และมันก็เย็นแล้ว ถ่ายรูปในนั้นมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เบลอเต็มไปหมด ไม่งั้นจะเอามาให้ดูเยอะกว่านี้...
ขอจบการบรรยายทริปนี้ไว้เท่านี้ดีกว่า แต่อยากบอกว่า เราชอบ Dublin มากค่ะ ถ้าไม่ใช่เมืองไทย... เราว่า Dublin ก็น่าไปอยู่เลยล่ะ คนเค้าก็มีน้ำใจ ผู้ชายไม่หล่อเท่าไหร่ แต่ออกแนวน่ารัก (เสียดายจริงๆ) ถ้าใครกำลังคิดว่าอยากไปเที่ยว แต่ไม่รู้ไปไหน... ขอฝาก Dublin ให้เป็นทางเลือกนึงนะคะ
สุดท้ายแล้ว... ช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ด้วยค่ะ (^ w ^)
