2009/Oct/14

                “ยินดีต้อนรับสู่บริการฝากข้อความ....”

 

                ฉันกดปุ่มตัดสายหลังจากได้ยินเสียงหวานน่ารำคาญนั่น นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในสัปดาห์นี้ที่ฉันโทรหาเขา แล้วเขาไม่รับ

            เขา คนนี้คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของพวกที่มีมือถือแต่ไม่ใช้ให้เป็น... ไม่อย่างงั้นเค้าคงรู้จักกดรับสาย หรือไม่งั้นก็รู้จักโทรกลับเวลาเห็นเลขหมายที่ไม่ได้รับบ้าง... ซึ่งเหมือนเขาจะไม่ได้ทำสักอย่าง... น่าโมโหจริงๆ

                นั่นเป็นความคิดของฉันเมื่อวาน... หลังจากโทรหาเขาเมื่อวันก่อน... และวันก่อนวันก่อน... และวันก่อนๆขึ้นไปอีก แล้วเขาไม่ได้รับสาย...

 

                วันนี้... ฉันไม่ได้คิดถึงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของเขาเลย... ฉันเพียงแต่ขว้างโทรศัพท์ของตัวเองไปเท่านั้นเอง... โชคดีที่มันตกลงบนที่นอน... ไม่อย่างนั้นฉันก็คงต้องเข้าบำบัดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์บกพร่องเช่นกัน...

                แม่ต้องไม่ชอบใจแน่ ถ้ามือถือของฉันพังเพราะฉันขว้างมัน...

 

                จริงๆ ฉันก็แอบสงสัยนะว่าพฤติกรรมของฉันนั้นจะเข้าข่ายโรคจิต... แต่จริงๆแล้ว.. ฉันก็แค่โทรไปวันละครั้งเท่านั้น... และที่สำคัญ... เขาก็เป็นคนบอกฉันเองนี่นาว่าไว้ว่างๆ โทรมาคุยอีกก็ได้...

                ดังนั้น... ฉันไม่ได้ผิดนะ...

 

                “เฮ้อ...”

                ฉันถอนใจ... สายตากวาดมองไปรอบห้อง

                ถ้าไม่ได้คุยกับเขา ฉันก็รู้สึกเหนื่อย ไม่อยากจะทำอะไร...

               

วงจรอุบาทว์นี้มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้...

วันที่ฉันอยากให้เขามองมาแค่ฉัน... คิดว่าฉันน่ารัก... คิดว่าฉันเป็นเด็กดี...

                ถ้าเขาไม่ตอบสนอง... มันก็คงจะจบไปนานแล้ว...

                แต่ว่ามันกลับไม่ใช่อย่างนั้น...

 

                เวลาที่เขารับสาย... ถ้าเขารู้ว่าฉันมีปัญหา... เขาก็ช่วยฉันแก้อย่างจริงจัง

                เวลาที่ฉันกลับบ้านคนเดียวค่ำๆ... ถ้าเขารู้ เขาก็ไปส่ง

                เวลาที่ฉันไม่สบาย... เขาก็เป็นห่วง...

                เวลาที่ฉันทำตัวงอแง... เขาเข้าใจ แต่เขาก็ไม่ยอมให้ฉันทำตัวงี่เง่า...

                เขารู้ว่าฉันกินหรือไม่กินอะไร แพ้อะไร กลัวอะไร มีโรคประจำตัวอะไร ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้...

               

                เรื่องที่ทำให้ฉันกังวลมากที่สุด... คงเป็นเรื่องเวลาฉันโทรไป... บางครั้งเขาไม่รับ และไม่โทรกลับ...

                ฉันพยายามจะบอกตัวเองว่าเขาอาจทำงานอยู่เลยรับไม่ได้... แต่ว่าเหตุผลนี้อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเขาไม่เคยโทรกลับ...

 

                ถ้าเขาจะใจดีกับฉัน... ทำไมไม่ทำให้ถึงที่สุด

                ถ้าเขาจะไม่สนใจ... ก็ช่วยไม่สนให้ตลอดได้ไหม?

 

                ฉันนอนแผ่ลงบนเตียง... สายตามองไปที่เพดาน.... แต่กลับไม่ได้เห็นมัน... ฉันกลับเห็นเหตุการณ์เมื่อหลายวันที่ผ่านมาแทน

               

                ฉันกำลังเดินกลับบ้านตามปกติ... ก่อนจะหันไปเห็นเขายืนคุยอยู่กับเพื่อนๆ ซึ่งจะว่าไป... ก็นับเป็นเพื่อนของฉันด้วยเหมือนกัน...

เขาดูมีความสุขมากกว่าเวลาที่มีฉันอยู่ด้วย...

ฉันอิจฉาคนพวกนั้น...

 

พอเขาเห็นฉัน... เขาก็ยิ้มให้... แล้วก็เรียกให้ฉันไปหา...

 

มันควรจะน่าดีใจ... แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น...

เพราะเมื่อฉันอยู่ในวงสนทนานั่น... พวกเขาคุยกันในเรื่องที่ฉันไม่สามารถมีส่วนร่วมได้...

มันเหมือนกับว่าเรื่องที่ทำให้เขามีความสุขได้... มันไม่ใช่เรื่องของฉัน...

 

เมื่อฉันเงียบนาน... เขาเลยถามฉันว่าอยากกลับบ้านหรือเปล่า... เดี๋ยวเขาเดินไปส่งแล้วกลับมาก็ได้

มันเป็นคำถามตามมารยาท... และฉันก็ดูออก...

แต่ว่านะ... ฉันอยากจะยึดเขามาเป็นของฉันคนเดียว... สักช่วงเวลาหนึ่งก็ยังดี...

ฉันจึงตกลง...

 

ฉันสะดุ้งตื่นเมื่อแม่มาเคาะประตูให้ไปทานอาหารเย็น...

ไม่รู้สึกตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้...

ฉันเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาดู... แน่ล่ะว่าไม่มีการโทรเข้าจากเขา...

ทั้งๆที่คาดไว้แล้ว... แต่ก็ไม่ได้ทำให้ไม่เสียใจ...

 

อาหารเย็นวันนี้เป็นอะไรฉันก็จำไม่ได้... รู้สึกตัวว่ากินเข้าไปตามหน้าที่ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็เท่านั้น...

 

เมื่อไม่อาจทนบทสนทนากับพ่อแม่ได้ต่อไป... ฉันก็กลับขึ้นมาในห้องนอน...

 

ผ้าพันคอเก่าๆสีเทาวางพาดอยู่แถวหัวเตียง... ฉันได้แต่หยิบมันขึ้นมาดู...

 

                สายลมในวันนั้นพัดแรงมาก... อากาศหนาวจนฉันจามไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง... แม้ว่าจะดื่มน้ำอุ่นที่เขาใจดีเอามาให้ไปแล้วก็ตาม...

                ฉันมองก้อนเมฆ แสงแดดเริ่มสลัวลง ยามเย็นใกล้เข้ามาทุกที... ฉันเองก็รู้ว่าใกล้เวลาจะต้องกลับบ้านแล้ว...

                “แล้วจะกลับบ้านไหวเหรอ?” เขาถาม เมื่อฉันยังดูไม่มีท่าว่าจะอุ่นขึ้น... “ข้างนอกหนาวนะ”

                ฉันก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ มองการแต่งกายของตนเอง

                วันนั้นฉันใส่แค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น... ใครจะไปคิดว่ามันจะหนาวได้ขนาดนี้...

                เขาถอนใจ เดินออกจากห้องไปสักพัก ทิ้งให้ฉันนั่งมองท้องฟ้าอยู่คนเดียว

                ตุบ!

                อะไรบางอย่างถูกวางลงบนศีรษะของฉัน เมื่อฉันหยิบมาดูก็พบว่ามันเป็นผ้าพันคอสีเทา สภาพของมันไม่ได้ใหม่เท่าไหร่ แต่ว่าก็ไม่ได้ถึงขั้นเก่าโทรม

                “ใช้กลับบ้านแล้วกัน” เขากล่าว

                “ขอบคุณค่ะ ไว้คราวหน้าจะเอามาคืนนะ”

                “ไม่เป็นไร เอาไปเลยก็ได้”

               

                ตอนนี้ผ้าพันคอผืนนั้นก็วางอยู่ในห้องของฉัน... เวลาหยิบขึ้นมาดูทีไร... ฉันก็สงสัยทุกทีว่าเขายังจำได้ไหมว่ามันอยู่ที่ฉัน...

 

                ความอึดอัดในใจมันเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร...

                แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้มองฉันอย่างนั้น... ไม่เคยและคงไม่มีทาง...

                แต่ว่าเขาอยู่ตรงนั้นเสมอในเวลาที่ฉันต้องการใครจริงๆ

 

                ความใจดีของเขาเป็นกับดักสำหรับฉัน...

 

                ฉันไม่ได้โง่นะที่จะได้ดูไม่ออก แต่ว่าถ้าเขาไม่พูด และยังคงใจดีกับฉันต่อไปแบบนี้

                ฉันก็จะแกล้งโง่ต่อไปแบบนี้นี่แหละ...

                ฉันก็ไม่ได้อยากจะทำตัวเหมือนคนโรคจิตแบบนี้... แต่ว่าถ้าไม่วิ่งเข้าหา ก็คงไม่ได้รับความอ่อนโยนนั้น

                ถ้าเขาไม่ปฎิเสธ... ฉันก็จะทำอย่างนี้ต่อไป ต่อไป และต่อไป...

 

                ตราบใดที่เขายังยิ้มใจดีให้ฉันอยู่...

                ใครจะรู้... บางทีพรุ่งนี้เขาอาจจะรับสายก็ได้...

 

 

_______________________________________

 

 

 

ดองไว้นานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ตั้งแต่ต้นก.ค.เห็นจะได้... สามเดือนกว่าสินะ......

 

วันนี้อยู่ๆ ก็อยากเขียนเรื่องสั้นขึ้นมาหลังจากดูวีดีโอ hetalia อันนึง....

คาดว่าเป็นเพราะแทงใจดำ.....

 

Warning: Hetalia เป็นการ์ตูนที่นำเอาแต่ละประเทศมาทำเป็นตัวละคร ไม่เหมาะสมกับผู้ที่อ่อนไหวในเรื่องชาตินิยม

 

 

ดูแล้วรู้สึกว่าเข้าใจอารมณ์นาตาเลียเป็นอย่างดี... เหมือนจะดีเกินไป... อะไรมันจะตรงกับชีวิตเราได้แบบนี้ฟระ!!!

 

ยิ่งเห็นสีหน้าของท่านพี่เข้าไปอีก....

 

เหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีคนเรียกเราว่าบีลารุส..... มันเป็นเช่นนี้เองสินะ...

Comment

Comment:

Tweet


โอ้ว สุดๆเลยบี คำแปลภาษารัสเซียนั่น เอิ๊กส์
ให้ฟิลเบลารุสจริงๆแฮะ...
//สีก็สวย ดำน้ำเงิน
พีเอส - ชอบรูปถือมีดนั่นจริงๆเลย อิอิconfused smile
#5 by mishiko~ (131.111.213.38) At 2009-10-17 06:24,
แปลว่า Let's get married.. Let's become one

โคตรนาตาเลีย...
#4 by Noir At 2009-10-16 21:15,
แกเปลี่ยนธีมบลอคแล้ว!! ภาษารัสเซียที่หัวบลอคแปลว่าอะไรอะ
#3 by Sp@rk At 2009-10-16 15:15,
อา...
#2 by Sp@rk At 2009-10-14 17:01,
อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรกว่า อ่านแล้วชอบมาก
ชอบฟิลของเรื่อง สำนวนการเล่าเรื่อง รวมไปถึงความคิดของตัวเอก
อ่านแล้วคล้อยตามไปอย่างฉุดไว้ไม่อยู่แล้วจริงๆ เอิ๊ก

เราอยากให้บีเขียนเรื่องสั้นแบบนี้บ่อยๆนะ เขียนอีกเร็วๆๆ (ฮ่าๆ)
อ่านแล้วก็อยากเีขียนบ้าง... อยากเขียนตัวเอกซึนๆเหมือนใน World is mine บ้าง... กร๊ากกกก
#1 by mishiko~ (131.111.213.38) At 2009-10-14 03:19,
poupeegirl fashion brand community
Creative Commons License
This work by Noir666 is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial-No Derivative Works 3.0 Thailand License.