The Phantom of the Opera is there inside my mind...
ก่อนจะเล่าเรื่องที่ไปดู The Phantom of the Opera มา ก็ขอแก้ไขข้อข้องใจเล็กน้อย
ถามกันเหลือเกิน... คือ เราไม่ได้ไปหัดถ่ายรูปมาจากไหนเฟร้ย...
กล้องมันดี และเราก็ตั้งใจถ่ายเท่านั้นเอง (ก็ท้องฟ้า สายรุ้ง มันน่าถ่ายมากกว่าสาวๆในขบวนพาเหรดกีฬาสีนะปิ๋ม เราเลยตั้งใจมากกว่าเยอะ...)
ดังนั้นอย่าถามอีกนะ... ขี้เกียจตอบ
กลับมาเรื่อง The Phantom of the Opera ที่เราไปดูมาเมื่อวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2549 ณ โรงละคร Her Majesty's Theatre ในLondon ... ก็ไม่มีอะไรมากมาย... มันก็คือ The Phantom of the Opera อย่างที่ทุกคนน่าจะรู้และก็เคยอ่านหรือเคยดูหนัง...
แต่ขอยืนยันว่านี่ดีกว่าหนังพันล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเท่า.... เพราะคนร้องเสียงดีกว่าเยอะ (ถึงไม่เท่า Sarah Brightman สุดที่รักของเราก็เหอะนะ... แต่ดีกว่าในหนังแน่นอน...)
โรงละครเนี่ย... นั่งไกลไปหน่อย... แต่ว่าก็ได้อรรถรสอย่างครบถ้วน คือสื่อความรู้สึกได้ดีมากๆ เอมี่ คนเกาหลีที่ไปด้วยกันดูแล้วร้องไห้เลยอ่ะ...
และเป็นละครเวทีที่ ฉาก เทคนิค และการแสดงดีมากๆ มีฉากแอคชั่นเล็กน้อย มีเอฟเฟ็กต์ปืน... พอได้อารมณ์ว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นได้อย่างกลมกลืนไปกับฉากอลังการและโรแมนติกของโรงละคร...
เอาละ... พูดเรื่องโรงละคร การแสดงจบแล้ว... ขอพูดถึงเรื่องเลยละกันนะ... นี่เป็นสิ่งที่เราคิดกับเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่อ่านหนังสือ ดูหนัง จนมาดูที่โรงละคร ก็ยิ่งคิดมากขึ้น... จนรู้สึกว่าเราตีความมันเป็นอย่างนี้ไปแล้วล่ะ
บอกไว้ก่อนนะ อย่าเข้าใจผิด เราชอบ The Phantom of the Opera มากๆ และไม่ว่าเราจะวิจารณ์มันอย่างไร มันก็เป็นความเห็นส่วนตัวของเรา... และเราก็ชอบมันที่สื่อออกมาได้มืดมนอย่างนั้นด้วย...
ถ้าถามเรา.... เราก็ว่าเรื่องนี้ไม่เห็นจะมีใครรักใครด้วยความรักที่จริงจังเลย... (ยกเว้นนางเอกตอนจบนะ...)
เริ่มจากPhantom... แน่นอนว่า ดูยังไง ก็ไม่ได้รัก Christine แน่นอน เป็นคนที่ทำให้เห็นความหมายของคำว่า Muse (มิวส์)ได้ชัดเจนจริงๆ
Muse ที่หมายถึงที่มาของแรงบันดาลใจ... ดูยังไง Christine ก็เป็นแค่วัตถุที่ทำให้แต่งเพลงได้เท่านั้นเอง... สิ่งที่ Phantom รัก ไม่ใช่ตัว Christine แต่เป็นเสียงต่างหาก...
ส่วน Raoulพระเอกที่ช่างทำตัวได้ไม่สมเป็นพระเอก... คือช่างไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เลย... ว่าง่ายๆ ก็ไม่รู้จักโตอ่ะนะ เวลา Christine บอกว่ากลัว Phantom ก็หาว่าเหลวไหลไร้สาระ... พอเจอ Phantom จริงๆ ก็ดันจะให้ Christine ไปเป็นเหยื่อล่ออีก... ช่างเป็นพระเอกที่แมนดีจริงๆ...
ส่วนถ้าถามว่ารัก Christine จริงๆ รึเปล่า??? อันนี้ก็ยังสงสัยอยู่... ถ้าถามเรา เราว่าก็แค่ติดอยู่กับความรักสมัยเด็ก ติดอยู่กับรักแรกก็เท่านั้นแหละ... ไม่เห็นจะมีฝ่ายไหนที่คิดตามหาอีกฝ่ายเลย... ไม่เจอกันก็เห็นอยู่กันสุขสบายดี... พอเจอกันก็แบบว่ารักกันแทบตายขึ้นมาซะงั้น ทำให้รู้สึกขำดีจริงๆ ว่าบางทีเราก็ยึดติดกับเรื่องเก่าๆ ได้มากพอที่จะเอาอดีตมาตัดสินปัจจุบันได้เลย... ดีจริงๆ
ส่วน Christine... เราคิดว่าเค้าคงเป็นคนที่อ่อนโลกมากหรือเรียกว่าโง่ดี??? ถูกหลอกซะได้ว่า Phantom เป็นวิญญาณของพ่อซะอย่างงั้น??? แถมพอเจอตัวเป็นๆในกระจก ก็ยังบ้าตามไปอีก... เห็นเค้าใส่หน้ากาก... ทั้งๆที่เพิ่งเจอตัวเป็นๆครั้งแรก ก็ดันไปถอดหน้ากากเค้าซะอย่างนั้น... คิดได้ไงเนี่ย??? ผู้หญิงสมัยนั้นเป็นแบบนี้เหรอ? แล้วถามจริงเหอะ คิดว่า Phantom น่ะ จะสอนร้องเพลงให้ฟรีไม่คิดค่าตอบแทนรึไง??? พอ Phantom เรียกหาข้อตอบแทน ก็กะจะเบี้ยวซะอย่างงั้นเลยเหรอ?
พอคิดอย่างนี้แล้ว... รู้สึกเลยว่า เรื่อง The Phantom of the Opera เนี่ย... เป็นเรื่องราวของความบังเอิญที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวของความรักที่บิดเบี้ยว... ความรักของใครในเรื่องนี้สมประกอบเหรอ? เรายังสงสัยอยู่... แม้แต่ความรักของ Christine ก็เหอะ แน่ใจนะว่าที่เลือก Raoul ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่า Phantom หน้าตาหน้าเกลียด แล้วอยากได้คนที่หล่อกว่านี้???
สรุปแล้ว... เราชอบเรื่อง The Phantom of the Opera มากๆ แม้ว่ามันจะเป็นเหตุผลที่ต่างจากคนอื่นไปสักหน่อยก็เถอะนะ เพราะเราไม่ได้คิดว่ามันโรแมนติก แต่เราคิดว่า คงไม่มีนิยายรักเรื่องในที่สื่อถึงความบิดเบี้ยวในใจคนได้เท่านี้แล้วแหละ
อย่างที่บอกไว้ในเพลงไง... The Phantom of the Opera is there inside my mind...
ในจิตใต้สำนึกของทุกคนก็ต้องมีอะไรที่บิดเบี้ยวอยู่ข้างในทั้งนั้น ทั้งตัว Phantom เอง ในตัว Christine และแม้แต่ Raoul... ตัว The Phantom of the Operaที่จริงแล้ว แฝงอยู่ในจิตใจด้านมืดของตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ต่างหาก...
